วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาไทย





 วิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาไทย
ตอน “ลูกข่าง ของเล่นท้าความเร็ว”

              ถ้าจะพูดถึงลูกข่างแล้ว น้องๆ หลายคนคงเคยเล่นกัน ซึ่งปัจจุบันลูกข่างมักทำจากพลาสติกที่เลียนแบบมาจากไม้ แต่สมัยก่อน ลูกข่างจะทำจากไม้ ที่พ่อหรือปูจะทำให้หลานชายเล่นกันหรือแข่งขันกันสนุกไปเลย การเล่นลูกข่างเป็นการฝึกทักษะให้เด็กรู้จักคิด ประดิษฐ์ การใช้มือให้สัมพันธ์กับการสั่งการของสมอง ในขณะขว้างลูกข่างให้หมุน
              การเล่นลูกข่างแพร่หลายทั่วไปทุกภาค จึงมีชื่อเรียกหลายชื่อ หมากข่าง หมากหมุน หมากปิน เป็นต้น เรามาดูวิธีการทำลูกข่างกันดีกว่า

วัสดุอุปกรณ์ 1.ไม้
2.มีด
3.ตะปู
4. เชือก

วิธีทำ1.นำไม้มา 1ท่อน เลือกขนาดพอเหมาะยาวขนาด 3-5 นิ้ว
2.ใช้มีดถากให้เป็นรูปสามเหลี่ยม และกลึงให้หมดเสี้ยน
3.ใช้ตะปูที่ไม่มีหัวตอกลงที่ลูกข่าง ด้านแหลมมีความยาวพอประมาณ 3 นิ้ว

วิธีเล่น1.นำลูกข่างที่ทำเสร็จแล้วมาพันเชือก เริ่มจากซ่อนปลายเชือกแนบตัวลูกข่างไปจนถึงตะปู
2.จากนั้นพันเชือกตั้งแต่ตะปูย้อนกลับขึ้นมาทับปลายเชือกซึ่งแนบกับตัวลูกข่างให้มากที่สุดและแน่น
3.โยนลูกข่างที่พันเชือกแล้วไปกลางวงหรือบริเวณพื้นที่เรียบ ลูกข่างจะหมุน
ข้อควรระวังในการเล่น
       อาจเกิดอันตรายได้ ผู้เล่นต้องระมัดระวังในการขว้างลูกข่างให้มาก ระวังไม่ให้ลูกข่างกระเด็นไปถูกเพื่อนๆ คนอื่น สำหรับความสนุกในการเล่น เมื่อผู้เล่น เล่นจนชำนาญแล้ว ลูกข่างจะหมุนได้ทุกองศา และสามารถบังคับทิศทางได้ตามใจที่ต้องการ
หลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
           ลูกข่างจะหมุนรอบตัวได้ด้วยแรงหนีศูนย์กลางซึ่งเกิดจากการปั่นให้หมุนเวี่ยงด้วยเชือก เมื่อแรงหนีศูนย์กลางหมดลูกข่างจะหยุดหมุน
ลูกข่างของชาวม้ง
          มีลักษณะคล้ายลูกข่างพื้นบ้านของไทย การประดิษฐ์ก็คล้ายคลึงกัน คือจะมีการนำท่อนไม้มาถากให้มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมโดยส่วนหัวจะมีลักษณะทู่ ๆ ราบเรียบในขณะที่ส่วนหางหรือส่วนที่ใช้หมุนยืนพื้นนั้นจะทำให้มีลักษณะแหลมคล้าย ๆ ดินสอ (ดังรูป)
วิธีการเล่น                จะคล้ายกันแต่ต่างกันที่เชือกที่ใช้หมุนลูกข่างจะผูกติดกับปลายไม้สำหรับขว้าง เชือกจะะยาวประมาณสองถึงสามเมตรนำมาม้วนรอบลูกข่าง โดยมือข้างหนึ่งจะถือลูกข่างที่ผูกเชือกหมุนพันรอบไว้ และมืออีกข้างจะถือไม้ที่ผูกเชือกที่หมุนรอบลูกข่าง แล้วเอามือทั้งสองสะบัดไปข้างหน้า พร้อมดึงไม้ที่ผูกเชือกไว้อย่างแรง แล้วลูกข่างจะตกสู่พื้นแล้วหมุนด้วยความเร็ว ซึ่งในกติกาในการเล่นจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย โดยที่ฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายตีลูกข่างที่กำลังหมุนอยู่ของอีกฝ่าย โดยฝ่ายที่ตีนั้นจะต้องพยายามตีลูกข่างให้ถูกมากที่สุด ซึ่งถ้าหากสามารถทำการตีถูกมาก ก็จะสามารถทำการตีต่อไปได้ แต่หากตีไม่ถูกก็จะต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายหมุนลูกข่างให้อีกฝ่ายผลัดไปเป็นฝ่ายตีแทน การเล่นลูกข่างนี้ นอกจากจะได้รับความสนุกสนานจากการเล่นแล้ว ยังเป็นการฝึก และทดสอบความแม่นยำทางด้านสายตาด้วย การเล่นลูกข่างก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างในช่วงเทศกาลปีใหม่ม้ง หรือเทศกาลต่าง ๆ ของชนเผ่า
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากwww.OKnation.net
www.pioneer.net serv.chula.ac.th
www.women.mthai.com
วิทยาศาสตร์ในของเล่นพื้นบ้าน.ศุนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา.

มะม่วงอร่อยต้านโรค




มะม่วงอร่อย!..ต้านโรค
         

           คนส่วนใหญ่ยอมรับแล้วว่า “มะม่วง” คือ ผลไม้ยอดนิยม เพราะนอกจากรับประทานได้อร่อยทั้งผลสุกและผลดิบแล้ว ยังช่วยในการต้านโรคร้ายๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ พิษในลำไส้ นิ่วในไต โรคโลหิตจาง โรคคอตีบ โรคไขข้ออักเสบ ซึ่งสามารถบรรเทาและป้องกันได้ด้วยการกินมะม่วงเพียงลูกเดียว
         

         ประเทศไทยกับมะม่วง          

           การปลูกมะม่วงทั่วประเทศไทยมีมากมายไม่ว่าจะไปที่ไหนก็สามารถพบเห็นและหารับประทานได้ไม่ยาก จนสามารถส่งออกต่างประเทศได้ถึงปีละ 30% ของการส่งออกผลไม้ทั้งหมด นอกเหนือจากการส่งออกแล้ว ยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่วนใหญ่นิยมนำมาแปรรูปเป็นมะม่วงดอง ที่มีการผลิตอย่างแพร่หลายในโรงงานผักผลไม้ดองทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางในกรุงเทพมหานครและ ต่างจังหวัด ด้วยพื้นความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่แน่นอน ทำให้มีการปฏิบัติกันอย่าง ไม่ถูกสุขลักษณะและมีการใช้สารเจือปนในปริมาณและชนิดที่ไม่เหมาะสม เพียงเพื่อทำให้มะม่วงดองมีลักษณะ ที่ผู้บริโภคต้องการและมีอายุการเก็บนาน โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค
        
         
          เจ็บไข้ได้ป่วย..โรคร้าย..มะม่วงช่วยได้       
        
          โดยเอนไซม์ที่อยู่ในมะม่วงอย่าง magneferin, katechol oxidase และ lactase มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ล้างพิษในลำไส้ และสามารถต่อสู้กับเชื้อโรค ต้นเหตุของการเจ็บป่วย กรดคาร์บอลิกเป็นอีกหนึ่งของสารอาหารที่ทำหน้าที่รักษาและสกัดกั้นเชื้อมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ สาร Mangiferin จากใบอ่อนของมะม่วง สามารถรักษาอาการอักเสบ ต้านแบคทีเรีย และป้องกันคราบแบคทีเรียในฟันได้ นอกจากนี้สาร Mangiferin ยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อไวรัส ที่เกิดบนผิวหนัง โดยการนำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบของขี้ผึ้ง
         

         สรรพคุณทางยา ของมะม่วง ในทางแพทย์แผนไทย
 ผลสดแก่ รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำ
 ผลสุก หลังรับประทานแล้วล้างเมล็ดตากแห้ง ต้มเอาน้ำดื่ม หรือบด เป็นผง รับประทานแก้ท้องอืดแน่น ขับพยาธิ
 ใบสด 15–30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องอืดแน่น เอาน้ำต้มล้างบาดแผลภายนอกได้
 เปลือกต้น ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ไข้ตัวร้อน
 เปลือกผลดิบ คั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล แก้อาการปวดเมื่อย เมื่อมีประจำเดือน แก้ปวดประจำเดือน
        
        องค์กรระดับโลกยอมรับ “มะม่วง” ในฐานะอาหารที่มีสรรพคุณเป็นยา
          
            จากคำแนะนำของ WHO หรือ องค์การอนามัยโลก ระบุว่ามะม่วงสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคบิดและโรคหัดได้ เพราะในมะม่วงมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับแครอท โดยมีแครอทีนและวิตามินซีสูง ซึ่งทำหน้าที่ในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารและป้องกันภาวะการเกิดโลหิตจางในกลุ่มคนที่กินอาหารมังสวิรัติ นอกจากนี้มะม่วงยังมีแคลเซียมสูงจึงสามารถรักษาอาการเลือดตกในได้
        
       อินเดีย ใช้ประโยชน์หลากหลายของ “มะม่วง”

             ที่ประเทศอินเดียใช้มะม่วงเป็นตัวสร้างเม็ดเลือด โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์และมีประจำเดือน ด้วยการนำใบมะม่วงตากแห้งมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนนอนทุกวัน มีคุณสมบัติรักษาก้อนนิ่วในไตได้ จะทำให้ก้อนเนื้อค่อยๆ ลดขนาดลง หากเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แก้ด้วยการต้มและสกัดเปลือกมะม่วง ช่วยรักษาอาการติดเชื้อในเยื่อบุกระเพาะอาหารให้ทุเลาลง ประโยชน์จากเม็ดมะม่วงตากแห้งกลายเป็นแปรงสีฟันอย่างดี เมื่อนำมาแปรงแล้วจะทำให้เหงือกแข็งแรงและช่วยลดกลิ่นปากได้
        

 
          
           นอกจากเนื้ออร่อย..ส่วนอื่นก็มีประโยชน์
            
           เปลือกมะม่วงยังมีสาร mangiferine ที่ทำหน้าที่เป็นยาบำรุงผิว ห้ามเลือด แผลพุพอง โรคไขข้ออักเสบ โรคคอตีบ และอาการท้องเสีย โดยการใช้ใบมะม่วงตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำครั้งละครี่งช้อนชา ดื่มวันละ 2-3 ครั้งจะลดอาการท้องเสียได้ เนื่องจากในมะม่วงมีวิตามินเอสูง ซึ่งวิตามินเอมีประโยชน์บำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น เด็กและสตรีมีครรภ์ควรกินมะม่วงเป็นประจำ เพราะวิตามินเอมีส่วนช่วยในการบำรุงรกและทารกในครรภ์ อีกทั้งยังลดอัตราการแท้งลูกได้
          แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าผลไม้พื้นบ้านที่มีปลูกกันทั่วไปและบริเวณบ้านแทบทุกครัวเรือนที่สามารถกินได้ทั้งผลสุกและผลดิบอย่างมะม่วงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล ทั้งอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน ไขมัน แครอรี่ เกลือแร่ ซึ่งสารอาหารต่างๆเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง คงขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำคุณค่าจากส่วนใดมาใช้ และในฐานะคนไทยที่ผูกพันกับมะม่วงคงช่วยกันรักษาสายพันธุ์ที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ให้คงอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานได้ใช้คุณค่ามหาศาลจากมะม่วงด้วย
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87
http://www.ku.ac.th/e-magazine/april45/agri/mango.html
http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=902&s=tblplant

พันธุกรรมนำโรค




พันธุกรรมนำโรค
            

            

              ก่อนที่จะได้มีโอกาสเป็นคุณพ่อคุณแม่ ควรหยุดคิดสักนิดว่าคุณทั้งสองจะเป็นผู้สร้างตำนานท้าวแสนปม ให้แก่ลูกน้อย หรือสร้างเค้าให้เติบโตเป็นดาวตลกของเมืองไทยเช่น สายัญ ดอกสะเดาผู้ล่วงลับ เพราะโรคเหล่านี้เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมของพ่อและแม่ให้แก่ลูก และที่สำคัญไปกว่านั้นโรคที่ลูกน้อยเป็นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และติดตัวลูกน้อยไปตลอดชีวิต
              นอกจากโรคท้าวแสนปม (neurofibromatosis) และโรคดาวน์ซินโดรมที่กล่าวมาแล้ว ยังพบโรคทางพันธุกรรมซึ่งเป็นที่รู้จักและพบบ่อย เช่นอาการตาบอดสี ฮีโมฟีเลีย (อาการคือเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก) โรคธาลัสซีเมีย (อาการคือ ภาวะโลหิตจาง หากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้) โรคคนเผือก หรือแม้แต่โรคเด็กดักแด้
              เชื่อแน่ว่าไม่มีพ่อแม่คนใดอยากให้ลูกเกิดมาอย่างผิดปกติ พ่อแม่จึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะหยุดยั้งโรคทางพันธุกรรมให้แก่ลูก เพื่อป้องกันความพิการหรือโรคซ้ำในลูกหรือญาติที่จะเกิดตามมา โดยการตรวจคัดกรองโครโมโซมให้แก่ลูกในครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 14-18 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก
คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสงสัยว่า หากทราบว่าลูกในครรภ์มีความผิดปกติแล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไป ในกรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับคำวินิจฉัย ประกอบการตัดสินใจว่าจะยุติภาวะตั้งครรภ์หรือไม่ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่กลัวที่จะรู้ความจริง เพราะอย่างน้อยหากท่านทราบว่าลูกมีความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และท่านไม่ได้ยุติภาวะตั้งครรภ์เสียก่อน ท่านก็ควรเตรียมวางแผนอนาคตให้ลูกในระยะยาว
ร่วมกันตรวจคัดกรองโครโมโซม เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมกันนะคะ

ไก่ไร้ขนที่คอได้อย่าไร





ไก่ไร้ขนที่คอได้อย่างไร

                    วลีที่ว่า ไก่งามเพราะขน คงใช้ไม่ได้ถนัดนักสำหรับนกบางชนิด เช่น นกตะกรุม นกตะกราม และแร้ง ที่มีลำคอเปลือยเปล่าไร้ขน แต่ด้วยลักษณะเช่นนี้ ทำให้มันทนทานต่อความร้อนอบอ้าวในสภาพอากาศร้อนได้ดี และสำหรับแร้ง มันดีมากสำหรับการมุดเข้าไปกินบุฟเฟท์ในช่องท้องของซากสัตว์ขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก แม้แต่บันทึกจากยุคดึกดำบรรพกาล ก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่าลักษณะคอเปลือยนี้ เคยเกิดขึ้นมาในบรรพบุรุษที่ปกติ


                  บทความของ Heller (2011) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Plos Biology ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 ได้เปิดเผยถึงผลงานวิจัยของคณะนักวิชาการ ซึ่งนำโดย  Chunyan Mou  ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงการกลายพันธุ์ที่ก่อผลกระทบต่อแบบแผนของผิวหนังของนก คณะของ Mou ได้วิเคราะห์การกลายพันธุ์ของไก่ ชนิดที่เรียกว่า ไก่คอเปลือย (ชาวบ้านในจังหวัดเลย เรียกไก่ชนิดนี้ว่า ไก่คอปอก)  และแสดงผลให้เห็นว่า สารโปรตีนในตระกูล BMPs (bone morphogenetic proteins) ปฏิบัติหน้าที่เป็น inhibitors  ต่อปฏิกิริยาการถ่ายทอดลักษณะไม่มีขนที่คอไก่ โดยโปรตีนในตระกูล BMP มีอยู่ในกระบวนการ พัฒนาการระหว่างการกำเนิดตัวอ่อน รวมทั้งการพัฒนาขนนกในระยะแรก ซึ่งค้นพบโดยการทำแผนที่ทางพันธุกรรมในตัวอ่อนของไก่  การจำกัดบริเวณให้แคบเข้า ทำให้พบกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ BMP12 ซึ่งดีเอนเอของมันประกอบด้วยคู่เบส 260,000 คู่ในไก่  แบบแผนในระดับมหภาคของการเกิดขนปรากฏขึ้นใน 7 วันหลังจากการปฏิสนธิ และประกอบไปด้วยเซลล์ 14 แนว ซึ่งทำหน้าที่ตลอดระยะเวลาการพัฒนาของตัวอ่อน แนวของเซลล์เหล่านี้กว้างและเจริญขึ้นทั้งสองด้านของลำตัว แบบแผนในระดับจุลภาคเกิดตามติดอย่างใกล้ชิดเบื้องหลังแนวของเซลล์เหล่านี้ ด้วยการให้กำเนิดแถวของแนวขน หลังจากตรวจสอบพบว่า มีการส่งสัญญาณของ BMP เพิ่มขึ้นในตัวอ่อนของไก่คอเปลือยกลายพันธุ์  เพื่อการเปรียบเทียบ ผู้วิจัยจึงได้ปลูกถ่ายสารโปรตีน BMP12 ระดับสูง ในไก่สายพันธุ์ธรรมชาติ ผลก็คือ มันสูญเสียการสร้างขนในบริเวณคอ แต่ไม่กระทบกับขนในลำตัว แต่ในเวลาเดียวกันได้มีการพบกรดเรติโนอิก ซึ่งทำหน้าที่แสดงผลการเกิดและการเรียงตัวของขนนกด้วย คณะผู้วิจัยจึงได้ปลูกถ่ายกรดเรติโนอิกเข้าไปอีกเพื่อดูการสร้างแนวขน แต่ไม่ได้ผลเหมือนกับกรณีของ BMP พัฒนาการของขนทั้งบนคอและบนลำตัวเกิดขึ้นหลังการทรีตกรดเรติโนอิกเข้าไป  นั่นแสดงให้เห็นว่ากรดเรติโนอิกในบริเวณผิวหนังของไก่กลายพันธุ์อาจจะถูกผลิตขึ้นภายหลังจากผิวหนังได้รับสัญญาณกระตุ้นของ BMP และสูญเสียความสามารถในการสร้างขนที่คอไปแล้ว

ที่มา: Heller, K.  2011.  How bird necks get naked.  Plos Biol. 9(3): e1001029. doi: 10.1371/ journal.pbio. 1001029
ภาพ: www.omlet.co.uk/breeds/breeds.ph...2520Neck

ประวัติศาสตร์ของการบริโภคนม




ประวัติศาสตร์ของการบริโภคนม
         

         นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งกำลังสืบหากลุ่มคนกลุ่มแรกที่รีด “นม-ของเหลวทรงคุณค่า” จากสัตว์ต่าง ๆ เมื่อหลายพันปีก่อน โดยการศึกษาหลักฐานต่าง ๆ เพื่อสืบหาคำตอบของข้อสงสัยนี้ อาจนำไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น ทำไมผู้คนมากมายในปัจจุบันยังคงมีอาการไม่สบายจากการดื่มนม หรือในบางประเทศแทบจะไม่มีใครดื่มนม หรือรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมได้เลย
          นอกจากนี้แล้ว การศึกษาเรื่องนี้ยังช่วยอธิบายเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติหลาย ๆ เหตุการณ์ได้อีกด้วย เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนมอาจเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสังคม ในยุคก่อนที่จะมีตู้เย็นและร้านขายของชำ ซึ่งทำหน้าที่เก็บตุนอาหารไว้ให้ผู้คนได้บริโภค ซึ่งการเลี้ยงสัตว์เพื่อรีดนมเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญของประวัติศาสตร์ทางด้านเกษตรกรรม รวมถึงการบริโภคนมก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจทางด้านโภชนาการของมนุษย์
         แม้ว่านมจะเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในโลกยุคปัจจุบัน แต่ประวัติศาสตร์ของนมเป็นสิ่งที่ท้าทายในการรวบรวมชิ้นส่วนต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาวิจัยเรื่องนี้ต้องทำงานคล้ายเป็นนักสืบ ด้วยวิธีการสืบหาที่หลากหลาย เช่น วิเคราะห์หาร่องรอยของนมที่อาจติดอยู่กับหม้อ หรือภาชนะยุคโบราณ สืบหายีนที่ทำให้มนุษย์สามารถบริโภคนมได้ ในขณะที่ยังมีมนุษย์อีกมากที่บริโภคไม่ได้ หรือแม้กระทั่งการค้นหาร่องรอยจากซากกระดูกของสัตว์ที่ให้นมได้เช่น วัว แกะ ม้า เป็นต้น
         มาร์ก โธมัส นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ผู้ทำการศึกษาประวัติศาตร์การเปลี่ยนแปลงของยีนของมนุษย์ ได้กล่าวว่า นมอาจเป็นอาหารชั้นเลิศชนิดแรกของโลก และการดื่มนมได้นั้นมีประโยชน์อย่างมากมาย
         การดื่มนมไม่ได้เป็นธรรมชาติของเด็กโตและผู้ใหญ่ นมมีน้ำตาลที่เรียกว่า แลคโตส เป็นส่วนประกอบ ร่างกายของเราต้องใช้เอนไซม์แลคเตสเพื่อเปลี่ยนแลคโตสให้เป็นพลังงาน
         ลูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมทั้งทารกของมนุษย์เรา มีเอนไซม์แลคเตสอย่างอุดมสมบูรณ์ในร่างกาย ทำให้สามารถบริโภคนมแม่ได้ แต่เมื่ออายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป เอนไซม์แลคเตสจะลดปริมาณลงอย่างมาก เมื่อไม่มีแลคเตส มนุษย์เราจะเกิดอาการที่เรียกว่า “แพ้นม” คือมีอาการไม่สบายจากการบริโภคนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่นเกิดแก๊สมากในกระเพาะอาหาร ปวดท้องหรือท้องเสียอย่างรุนแรง
       
               ในยุคแรก ๆ บรรพบุรุษของพวกเราไม่สามารถบริโภคนมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ เพราะร่างกายไม่ได้ต้องการนม แต่เมื่อเริ่มมีผู้คนทำการรีดนมจากสัตว์ต่าง ๆ ได้ จึงมีคนบางกลุ่มที่มีวิวัฒนาการในการรักษาความสามารถในการดื่มนมไว้ได้ตลอดอายุขัย
              การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพแบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยส่งเสริมการอยู่รอด เพราะนมอุดมไปด้วย แคลอรี่ ไขมัน โปรตีน แคลเซี่ยม และสารอาหารอื่น ๆ สำหรับคนในยุคโบราณแล้ว นมเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าและมีให้บริโภคได้อย่างสม่ำเสมอ
             ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์รู้ถึงความเกี่ยวพันของนมกับการกลายพันธุ์ของยีนในตัวเรา โดยคนที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องจะสามารถบริโภคนมได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีก็อาจเกิดอาการแพ้นมได้
              ความสามารถในการบริโภคนมเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการอยู่รอดของผู้คนในช่วง 8,000-10,000 ปีก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

              ผู้คนส่วนใหญ่ในแถบตอนเหนือและตอนกลางของทวีปยุโรปสามารถบริโภคนมได้ ชีส เนย รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนมชนิดต่าง ๆ ล้วนเป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมัน และอังกฤษ
              ในทางกลับกัน ผู้คนจำนวนมากในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงจากอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ เพราะทำให้เกิดอาการท้องเสีย รวมถึงอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร
              จากการวิเคราะห์รูปแบบทางพันธุกรรมดังกล่าว พบว่า การดื่มนมอาจเริ่มต้นในแถบตอนเหนือของทวีปยุโรป ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผลิตภัณฑ์จากนมอย่างยาวนาน และมีการกลายพันธุ์ของยีนที่ทำให้บริโภคนมได้อย่างแพร่หลายทุกพื้นที่
              แต่จากการศึกษาด้วยการสร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาการแพร่กระจายของการกลายพันธุ์ของยีนที่ทำให้บริโภคนมได้ การทำฟาร์ม และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่าคนกลุ่มแรกที่บริโภคนมอาศัยอยู่ในแถบตอนกลางของทวีปยุโรป เมื่อประมาณ 7,500 ปีก่อน ซึ่งบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของประเทศฮังการีในปัจจุบัน ไม่ได้เริ่มจากทางตอนเหนืออย่างที่คาดการณ์ไว้
             โดยในช่วงเวลาขณะนั้น วัฒนธรรมการรวมกลุ่มเป็นชุมชนและทำฟาร์ม ที่เรียกว่า Linearbandkeramik เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในแถบพื้นที่ตอนกลางของทวีปยุโรปด้วยเช่นกัน และได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่กี่ร้อยปี จนครอบคลุมแถบตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรปเกือบทั้งหมด
              มาร์ก โธมัส ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การดื่มนมอาจเป็นเหตุให้วัฒนธรรมแบบ Linearbandkeramik ประสบผลสำเร็จ และวัฒนธรรมนี้ก็ทำให้ทวีปยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลง การดื่มนมอาจเป็นตัวกำหนดรูปแบบภาษาและวัฒนธรรมในบริเวณตอนเหนือของยุโรปในช่วงหลายพันปีก่อนหน้านี้ และความสามารถในการบริโภคนมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวของภาษาและวัฒนธรรมนี้ด้วย

             นอกเหนือไปจากการสืบค้นหากลุ่มคนกลุ่มแรกที่บริโภคนมด้วยวิธีการศึกษาประวัติศาตร์การเปลี่ยนแปลงของยีนของมนุษย์แล้ว ยังได้มีการสืบหาด้วยการวิเคราะห์ภาชนะหุงต้มโบราณที่หลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ทางโบราณคดีในทวีปยุโรปโดยริชาร์ด เอเวอร์เชด นักเคมีจากมหาวิทยาลัยบริสทอล แห่งสหราชอาณาจักร
              ริชาร์ด เอเวอร์เชดและคณะของเขา ได้ชี้ให้เห็นถึงไขมันนมที่แห้งเหือดบนหม้อที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ มีอายุราว 9,000 ปี และค้นพบนอกทวีปยุโรป โดยถูกค้นพบในบริเวณที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ของแถบตะวันออกกลางที่เรียกว่า fertile crescent ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้ครอบคลุมประเทศอิรัก ซีเรีย และอิสราเอล หลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้อาจเป็นสถานที่แรกที่ผู้คนมีการนำสัตว์มาเลี้ยงในบริเวณที่อยู่อาศัย
              อันที่จริงแล้ว การบริโภคนมอาจเริ่มต้นขึ้นก่อนหน้านั้น แม้ว่านักโบราณคดีอาจไม่เคยค้นพบหม้อโบราณที่มีอายุมากกว่านั้น แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการเลี้ยงฝูงแกะที่เป็นตัวเมียเกือบทั้งหมด ซึ่งอาจหมายถึงว่า การเลี้ยงฝูงแกะนี้เพื่อต้องการนมของมันไม่ใช่เนื้อ เพราะสัตว์ตัวเมียเป็นผู้ผลิตนม

             
               แม้จะมีร่องรอยเหล่านั้น แต่โธมัสซึ่งได้ทำการวิเคราะห์ยีนจากกระดูกของชาวยุโรปในยุคแรก ๆ ก็ไม่เคยได้พบสัญญาณใดที่ระบุว่ามนุษย์มีการกลายพันธุ์ของยีนที่ทำให้บริโภคนมได้ ในช่วงที่นานกว่าเมื่อ 7,500 ปีก่อน
               หลักฐานที่กล่าวมาอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมมนุษย์ต้องรีดนมสัตว์ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่สามารถบริโภคนมได้
               จากการศึกษาพบว่า กระบวนการหมัก และเปลี่ยนนมให้เป็นโยเกิร์ต ชีส และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทำให้ปริมาณของแลคโตสลดลงไปมาก แม้แต่คนที่มีอาการแพ้นมก็สามารถบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมเหล่านี้ได้โดยไม่มีอาการแพ้
                ผลิตภัณฑ์จากนมเหล่านี้สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย และกระบวนการในการผลิต เช่น การหมัก ก็ทำได้ไม่ยาก ในประเทศเขตร้อน แค่เพียงนำนมใส่หม้อแล้วนำออกไปตากแดดไว้ทั้งวัน ก็จะเปลี่ยนนมให้เป็นโยเกิร์ตที่มีคุณค่าอาหารและบริโภคได้ง่ายขึ้น
               โธมัสได้กล่าวสรุปจากการวิเคราะห์ประเด็นนี้ว่า พวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่าความสามารถในการบริโภคนมเกิดขึ้นภายหลังจากมีความชำนาญในการผลิตนมและผลิตภัณฑ์จากนมแล้ว
               นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาและสถานที่ที่มีการผลิตนมเพิ่มมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมมนุษย์จึงเริ่มดื่มนม ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการสืบหาปริศนาของการดื่มนมต่อไป


แปลและเรียบเรียงจาก science news for kids: got milk? How? โดย Emily Sohn